กู้ระเบิดอารมณ์

23 กรกฎาคม 2568 16:21

           ปัญหาเรื่องความรุนแรงในเด็กกลายเป็นประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น เมื่อความรุนแรงเริ่มในเด็กอายุน้อยลง  ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำเป็นเด็กเล็กทั้งคู่  ครอบครัวสองครอบครัวของเด็กสองคนต้องตกอยู่ภายใต้ความยุ่งยากที่จะทำใจรับได้ว่าเกิดอะไรขึ้น  และต้องใช้เวลาในการเยียวยาจิตใจสมาชิกในครอบครัว  โดยเฉพาะครอบครัวของเด็กที่เป็นผู้กระทำความรุนแรง จะจัดการครอบครัวอย่างไรไม่ให้เด็กเติบโตต่อไปด้วยความเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงต่อผู้อื่นซ้ำอีก

        “คุณครูแอนเล่าว่า เธอกำลังจะพานักเรียนออกจากห้องเรียน ในบ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อนจัด และเด็กๆชั้น ป 1 ของคุณครูหมดสมาธิที่จะนั่งเรียนในห้องเรียนที่อบอ้าว  ขณะที่กำลังพาเด็กออกจากห้อง ได้ยินเสียงโต๊ะที่หลังห้องล้ม ตามมาด้วยอาการแตกฮือของเด็กในห้อง เพราะที่ท้ายห้องลูกศิษย์สองคนกำลังพุ่งเข้าชกต่อยกัน ครูแอนรีบปรี่เข้าไป แยกตัวเด็กออกจากกัน  สิ่งที่เกิดขึ้นคือครูแอนถูกเด็กคนหนึ่งเต้ะ และผลักออกมา พร้อมตะโกนด่าอย่างหยาบคาย และหันกลับไปผลักคู่กรณีล้มหน้าฟาดกับมุมโต๊ะ หมดสติทันที เลือดไหลอาบหน้า  ส่วนคู่กรณียืนหายใจหอบยู่ข้างๆ  เรื่องจบลงที่การนำส่งเด็กที่หมดสติไปโรงพยาบาล  ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายนั่งเผชิญหน้ากันในห้องอาจารย์ใหญ่และถามคุณครูแอนว่าเกิดอะไรขึ้น  ครูแอนก็อยากรู้เช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น”    

           ข่าวความรุนแรงในเด็กที่ปรากฏเป็นข่าวอาจรุนแรงกว่ากรณีของคุณครูแอนมาก  แต่สิ่งเหล่านี้กำลังคืบคลานอยู่รอบตัวเด็ก  การป้องกันการใช้ความรุนแรงในเด็กเป็นทักษะที่เด็กต้องได้รับการฝึกฝน นอกจากการดูที่เด็กแต่ละคนแล้ว ต้องดูสภาพแวดล้อมไม่ให้ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงในเด็กด้วย  ทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงโดยเฉพาะในเด็ก ต้องหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังที่ผลักดันให้เกิด ไม่ใช้จบแค่ใครทำใคร ใครเริ่มก่อน  และสภาพที่ต้องเผชิญสถานการณ์ทางอารมณ์ ทำให้เด็กได้ต้องได้รับการฝึกฝนทักษะการหาทางเลือกหรือทางออกของสถานการณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรง

การป้องกันความรุนแรงในเด็ก

               เราไม่อยากเห็นความรุนแรงเกิดกับเด็ก  ทางออกของปัญหานี้มาจากความร่วมมือกัน  การดูแลเด็กแต่ละคนและการจัดการระบบในครอบครัว ในโรงเรียนรวมทั้งสังคมที่ไม่ส่งเสริมความรุนแรงให้เด็ก

  1. ต้องเป็นข้อตกลงร่วมในครอบครัว  หรือในโรงเรียน  ที่ทุกคนต้องสื่อสารให้เด็กรับรู้ว่าเรามีข้อตกลงหรือกฎที่จะไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน  พ่อแม่ต้องบอกลูกเสมอว่าในบ้านเราไม่แกล้งกัน ไม่ตีกัน ไม่ทำลายข้าวของเป็นต้น  ในโรงเรียนต้องมีการประกาศ แจ้งให้ทราบ สื่อสารในเวทีครู เวทีนักเรียนว่าเราเป็นโรงเรียนที่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน

  2. สนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ  ด้วยการจัดกิจกรรมให้เด็กได้ใช้ชีวิตกับกิจกรรมที่เพลิดเพลิน ได้เล่น ได้เรียนรู้ตามวัย การจัดตารางในบ้านสำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ  พื้นที่การเล่น  หรือการจัดห้องเรียน  จัดกิจกรรมให้เหมาะกับเด็กในโรงเรียน ช่วยให้เด็กอยู่กับกิจกรรมมากกว่ามีเรื่องกระทบกัน

  3. ชื่นชมเมื่อเด็กแสดงออกได้ดี  ทำให้เด็กรู้ว่าเวลาที่เขาเล่นด้วยกัน จัดการกันเองในกลุ่ม ทำพฤติกรรมที่ไม่รุนแรงจะได้รับความชื่นชมทันที

  4. เตรียมพื้นที่สำหรับเวลาที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้  เหมือนบังเกอร์ให้หลบภัย จนกว่าจะปลอดภัย  เวลาที่เด็กเกิดอารมณ์ การกำหนดพื้นที่ให้เขาได้แยกตัวออกไปชั่วคราว ด้วยระยะเวลาที่พอเหมาะ และได้กลับเข้ามาในกลุ่มเมื่อพร้อมที่จะเล่นร่วมกันอีกครั้งหรือทำกิจกรรม เป็นทางออกหนึ่งให้เด็ก แทนการระบายอารมณ์ใส่คนอื่น

  5. การเป็นแบบอย่างของผู้ใหญ่  เรื่องยากที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะผู้ใหญ่ยังคงแสดงความรุนแรงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่งผลให้เด็กเห็นแบบอย่าง และกดดันจากความรุนแรงที่ตนเองถูกกระทำ จนไปกระทำเด็กคนอื่น อย่างลูกศิษย์ครูแอน เมื่อดูจากประสบการณ์ที่เขาได้รับมา จะเข้าใจได้ว่าเมื่อเพื่อนเข้ามาดึงตัวเขาจากโต๊ะ เขารู้สึกเหมือนโดนก่อกวน จึงตอบโต้กลับทันที  

  6. การแก้ปัญหาร่วมกันของผู้ใหญ่  ถ้าเป็นครอบครัวผู้ใหญ่ต้องคุยกัน ร่วมมือในการดูแลเด็ก  และต้องร่วมมือกันระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนในการติดตามว่าเด็กมีท่าทีจะก่อความรุนแรงหรือไม่ จะช่วยกันดูแลฝึกฝนให้เขามีทักษะในการจัดการสถานการณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรงอย่างไร

                           ทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงในเด็กต้องเข้าไปดูสาเหตุเสมอ  เกิดสถานการณ์อะไรเป็นตัวกระตุ้น เด็กสองคนนั่งใกล้กัน คนหนึ่งชอบเล่นชอบแหย่ บางครั้งก่อกวน  อีกคนเฉยเมย ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย เพราะพ่อแม่เลิกกัน ทิ้งให้อยู่กับยายที่ปากจัด  ถูกอีกฝ่ายแหย่มาหลายครั้ง  วันนี้มาดึงแขนเลยฟาดกลับ และตะลุมบอนกัน  การดูแลในห้องเรียนจึงต้องสังเกตการณ์จับคู่และการแยกคู่เด็กให้พอเหมาะ เป็นการหยุดก่อนจะเกิดเหตุ  และอาจต้องดูเด็กแต่ละคน การเป็นเด็กไม่นิ่งชอบแหย่ เป็นความเสี่ยงที่จะเป็นตัวกระตุ้นอารมณ์  ต้องทำงานกันกับพ่อแม่หาวิธีที่จะช่วย  อีกคนดูเงียบขรึม มีปมอยู่ในใจ ต้องการคนที่จะเข้ามาช่วยให้รู้สึกว่าสภาพครอบครัวที่อยู่รอบตัวจะไม่บั่นทอนความเป็นตัวตนที่ดีของเขา

                               คนที่ชอบแหย่ฟื้นจากสลบ เย็บแผลที่หน้านิดหน่อย อีกคนยายร้องให้ด้วยความคับแค้นที่ลูกเอาหลานมาทิ้งให้เลี้ยง  แต่ก็รักและยอมรับว่าไม่ใช้ความผิดของหลานที่จะต้องมารองรับอารมณ์    ทั้งสองครอบครัวต้องการการดูแลต่อ เพื่อช่วยกันกู้ระเบิดอารมณ์  เราทุกคนก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมมือกันช่วยเด็กเสี่ยงที่จะระเบิดความรุนแรงที่อยู่ใกล้ตัวเราได้หยุดความรุนแรงนั้น  

                           ผู้ใหญ่ทุกคนได้เรียนรู้ว่าสามารถป้องกันความรุนแรงในเด็กทั้งสองคนได้ก่อนที่จะเกิดความรุนแรงมากไปกว่านี้  เริ่มจากวันนี้วันที่เริ่มสังเกตเห็นว่าลูกหลานกำลังมีภาวะอารมณ์ที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงได้  ให้ความเข้าใจสิ่งที่กระทบต่อความต้องการของเด็ก ให้เขาได้มีทางเลือกอื่นๆในการเผชิญสถานการณ์ที่จะกระตุ้นเร้าอารมณ์ของตนเอง ฝึกการควบคุมการระบายออก  กว่าจะโตไปเผชิญชีวิตตามลำพังระเบิดอารมณ์ที่ฝังในตัวคงได้รับการกู้ออกไปเรียบร้อยแล้ว      

  

มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

77/47  ซอยแจ้งวัฒนะ 15 แยก 2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10220

ข้อมูลติดต่อ

familynetwork2568@gmail.com
familynetwork2568@gmail.com