ตุ๊กตาล้มลุก

23 กรกฎาคม 2568 16:28

                สมัยเป็นเด็ก เด็กเด็กชอบที่จะเห็นตุ๊กตาล้มลุก แม้แต่ตัวเขาเองที่อาจจะกลายเป็นตัวตุ๊กตาที่เล่นกันในครอบครัว  เด็กเด็กหัวเราะอย่างสนุกสนานที่เห็นตัวตุ๊กตาเอียงไปมาเหมือนล้มลงกับพื้นแล้วสามารถกลับมายืนตั้งตรงได้อีก  โดนผลักล้มไปกี่ครั้งก็ยืนกลับมาได้ ในชีวิตจริงก็ต้องล้มกันหลายครั้งกว่าจะเดินหรือถีบจักรยานได้ด้วยตัวเอง แต่ตอนที่เดินล้มไม่มีใครหัวเราะได้ เพราะรู้สึกเจ็บ  ความยากที่จะกลับมายืนได้อย่างตุ๊กตาล้มลุกทุกครั้งที่ล้มจึงต้องการพลังใจที่จะผ่านความเจ็บปวดที่ได้รับจากการล้มแต่ละครั้ง

                 “อ้อม เด็กสาวอายุสิบหก อยู่กับลุงและป้าที่รับเลี้ยงอ้อมตั้งแต่หกเจ็ดขวบ เพราะพ่อกับแม่แยกทางกัน พ่อไปมีครอบครัวใหม่ แม่ไปทำงานต่างประเทศหาเงินเลี้ยงตัวเอง  ส่งกลับมาให้ตายาย และส่งมาให้ลุงป้าที่ช่วยเลี้ยงดูอ้อม  อ้อมโตมากับลูกของป้าอีกสองคนที่วัยไล่เลี่ยกัน  มีบ้านอยู่ มีข้าวกิน ได้ไปโรงเรียน มีของใช้ส่วนตัวเท่าที่จะพอมีได้ตามฐานะที่ไม่ถึงกับยากจน แต่ไม่ได้มีเงินเหลือใช้  เริ่มเป็นวัยรุ่น พี่ชายลูกของป้าก็เริ่มไม่ค่อยไปโรงเรียน ลุงกับป้าทะเลาะกับพี่ชายเกือบทุกวัย ไม่นานอ้อมก็ไม่ค่อยได้เจอพี่เพราะย้ายออกไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่ในตัวจังหวัด ส่วนอ้อมกับลูกสาวป้าที่อายุเท่ากัน เริ่มมีเรื่องน่าสนใจนอกชั้นเรียนและนอกโรงเรียน  อ้อมคิดว่าเราคงได้พันธุกรรมเดียวกันมา คือไม่ฉลาด เรียนหนังสือไม่เก่ง การเรียนมัธยมเวลาอยู่ในห้องเรียนเหมือนอยู่ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ มองไม่เห็นว่าจะไปขึ้นฝั่งตรงไหน สองคนเริ่มแอบหนีโรงเรียน บางครั้งแอบออกจากโรงเรียนไปด้วยกัน บางครั้งต่างคนต่างมีกลุ่มเพื่อน ไปมั่วสุมอย่างที่ผู้ใหญ่เขาว่ากัน เวลาครูรายงานผู้ปกครอง ลุงป้าเรียกมาดุ ตัดเงิน แต่อ้อมกับลูกสาวป้าก็ยังสามารถออกไปหาเพื่อนได้  สำหรับเพื่อนการไม่มีเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การได้แอบหนีมานั่งคุยกัน เล่นกัน รวมทั้งแบ่งบุหรี่ให้กันสูบเป็นความรักที่ได้จากเพื่อนเสมอ”

                เส้นทางเดินของอ้อมเพิ่งเริ่มต้น  เด็กวัยรุ่นมีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อตนเอง ที่พบได้บ่อย จะเป็นเรื่องบุหรี่ เหล้า หรือยาเสพติด รวมเรื่องเพศ  และบ่อยครั้งพฤติกรรมเสี่ยงมาพร้อมกันหลายพฤติกรรม  การจัดการแบบมองที่ละพฤติกรรมอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้  อย่างความพยายามจัดการเรื่องหนีโรงเรียน  โดยมิได้มองหาความเสี่ยงอื่นในตัวเด็ก ไม่สามารถกลับไปแก้ปัญหาที่สาเหตุได้

                  สำหรับครอบครัวการเติบโตของเด็กเป็นไปตามช่วงวัย การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่นมาจากการดูแลตั้งแต่ช่วง 10-14 ปี  ตั้งแต่ก่อนวัยรุ่นและเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น ช่วงเวลาสี่ปีนี่เป็นเวลาที่จะสามารถป้องกันปัญหาที่จะตามมาได้ง่ายกว่าการปล่อยให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงแล้วตามแก้ทีละปัญหา    จากงานศึกษาพบว่าครอบครัวที่สามารถป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงได้ ต้องสามารถทำความชัดเจนใน 4 เรื่องนี้ได้  หนึ่ง การสื่อสารเรื่องความคาดหวังที่ชัดเจน  เด็กทุกคนต้องการความรู้สึกว่าเขามีความสามารถ และมีหนทางที่เขาจะพัฒนาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ถ้าคิดว่าบอกให้เด็กเรียนเรียนไปแล้วจะประสบความสำเร็จ  เด็กอย่างอ้อมแทบมองไม่เห็นฝั่งความสำเร็จของตัวเอง  แทนที่จะว่ายน้ำเข้าฝั่ง เด็กแบบนี้เลือกลอยคอไปเรื่อย เจออะไรผ่านเข้ามาก็คว้าเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ หรือเซ็กซ์  ตอนนี้ต้องกลับมาดูกันใหม่ว่าพอจะกลับเข้าระบบการเรียนรู้อะไรที่พอจะไปได้กับความสามารถที่มี และกำลังใจที่อยากจะเป็นอะไรในวันข้างหน้า

                สองเรื่องการดูแลวินัยและความรับผิดชอบในตนเองที่จะต้องฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยบรรยากาศครอบครัวที่เด็กรับรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่ง  มีครอบครัว มีพ่อแม่ที่ยังใส่ใจแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน การฝึกวินัยด้วยฐานความรัก ทำให้เด็กมั่นคงว่าเขามีตัวตน  อดทนต่อสิ่งที่ยั่วยวนใจ พยายามจะไปให้ถึงความคาดหวังที่ตั้งใจไว้ บางครั้งอาจตามกลุ่มเพื่อนไปบ้างแต่ถ้าถูกฝึกด้วยความมั่นคง มักจะหยุดตัวเองก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรง   

                 สามเป็นการใส่ใจอารมณ์ความรู้สึก  ตลอดเส้นทางกว่าจะฝึกตัวเองให้รับผิดชอบมีวินัยไปสู่เป้าหมาย เด็กจะผ่านเวลาล้มลุกคลุกคลาน ซึ่งมีคนที่สนใจความรู้สึกของเขา รู้ว่าเขาเหงาที่แม่ทิ้งเขาไว้กับลุงป้า  รู้ว่าเขาพยายามแล้วเรื่องการเรียน แต่ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับเด็กแบบอ้อม   และสี่เป็นการพูดคุยกัน  เด็กเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ต้องการการคุยกัน การอธิบาย การบอกเล่า การพูดจูงใจ การปลอบประโลม ให้เห็นโอกาสและความภูมิใจในตนเอง  ถ้าทำพลาดต้องการการชี้แนะ ช่วยให้ทางเลือกใหม่ๆที่จะกลับมาตั้งเป้าหมาย ลุกขึ้นมาเดินหน้าต่อ  

                  อีกแรงสำคัญที่ช่วยประคองเด็กแบบอ้อมให้ลุกกลับมาเดินได้ต่อมาจากระบบของโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะผู้เรียนที่นอกเหนือจากเรื่องวิชาการ  การให้ทักษะชีวิตกับเด็กตามช่วงวัยยังคงเป็นโปรแกรมที่มีงานศึกษายืนยันว่าช่วยป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงในเด็กวัยรุ่นได้ดี  และจะดียิ่งขึ้นถ้าโปรแกรมทักษะชีวิตมีการออกแบบให้เหมาะกับลักษณะของเด็กเป็นรายบุคคลด้วย การออกแบบหลักสูตรทักษะชีวิตในโรงเรียนมักไม่ได้รับความสนใจ  มาจากข้อจำกัดเรื่องการเรียนการสอนที่อัดแน่น  กลายเป็นว่าเด็กที่มีต้นทุนดีมาจากบ้านก็สามารถไปต่อได้ ส่วนเด็กที่มีความไม่พร้อมก็ถูกผลักให้เป็นเด็กที่มีปัญหาในระบบโรงเรียน  และในที่สุดก็ออกไปจากระบบของโรงเรียน  ไปเผชิญความเสี่ยงนอกรั้วบ้านรั้วโรงเรียนที่มากมายในวัยที่มีทักษะไม่พอจะคิดตัดสินใจได้

                   ล้มแล้วลุกไม่ใช่เรื่องง่าย  โดยเฉพาะสำหรับเด็ก  เด็กที่ล้มก็เพราะต้นทุนในชีวิตไม่พอที่จะช่วยให้ยืนได้อยู่แล้ว  โอกาสที่จะลุกก็ยากมากขึ้น  ถ้ามีแต่เด็กที่ล้มแล้วลุกไม่ขึ้น  คาดการณ์ได้เลยว่าในสังคมจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย  สังคมคงต้องช่วยทั้งครอบครัวและโรงเรียนที่ขาดความสามารถจะช่วยให้เด็กลุกขึ้น   ให้สามารถเป็นตัวรับเด็กก่อนจะตกถึงพื้น และช่วยผลักกลับขึ้นมาให้เขายืนได้  ต่อไปถ้าเขาล้มอีกประสบการณ์ที่เขาได้จากความสามารถด้านจิตใจที่เคยล้มแล้วลุกจะทำให้เขาล้มยากขึ้น หรือถึงล้มก็ลุกขึ้นได้โดยเร็ว ฉบับหน้ามาร่วมติดตามทักษะล้มแล้วลุกสำหรับเด็กในทศวรรษนี้     

มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

77/47  ซอยแจ้งวัฒนะ 15 แยก 2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10220

ข้อมูลติดต่อ

familynetwork2568@gmail.com
familynetwork2568@gmail.com
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว